Log in or Sign up
ติดต่อลงโฆษณา
[email protected]
หรือโทร. 081-811-1138 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่
RacingWeb.NET | The Racing Cars Community on Web.
Forums
>
Community Car Clubs
>
Japanese Car Clubs
>
Mazda 323&626 Club
>
ถวายสังฆทานได้เป็นเปรต
>
Reply to Thread
Name:
Verification:
Please enable JavaScript to continue.
Loading...
Message:
<p>[QUOTE="RollriderS, post: 1070832, member: 979"]ทำสังฆทานได้เป็นเปรต? ทำบุญได้บาป? เกิดเป็นสัตว์ง่ายกว่าคน? กินมังสวิรัติไดบุญรึ </p><p><br /></p><p>1. การนำเงินให้พระ </p><p>ไม่ได้บุญแต่ ทั้งพระทั้งฆราวาสได้บาปหนักแทน พระท่านนั้นห้ามรับเงินผิดศีลอยู่แล้ว ฆราวาสไม่ผิดศีลแต่สร้างบาปให้กับตนและกับพระ หากจะถวายเงินก็ควรให้ฆราวาสที่ดูแลการเงินของวัดนั้นได้จัดการหรือมอบให้พระไวยาวัชกร(พระที่ได้รับมอบหมายจากมติสงฆ์ให้ดูแลการเงินได้) จัดการ โดยเอ่ยปากกับพระที่เราจะถวายเงินว่าถวายเงินเท่าไร และกล่าวต่อว่า หากพระท่านจะใช้เงินเพื่อการใดที่สมควรแก่สมณะแล้ว ก็แจ้งเอากับผู้ที่ดูแลเงินนั้นเถิด อันนี้จึงจะถูกต้อง </p><p><br /></p><p>2. สังฆทาน </p><p>ความหมายคำนี้ การทำทานกับพระตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป หากทำแค่รูปเดียวถือว่าไม่ใช่สังฆทานเพราะจะเป็นการทำเฉพาะบุคคลนั้นเอง ทำไมต้อง 4 รูป เพราะว่าพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้หากเป็นพระอรหันต์นั้นสามารถทำสังฆทานกับท่านได้เลย แต่หากเป็นพระทั่วไปต้อง 4 รูป จึงจะเรียกว่าทำสังฆทาน และพระ 4 รูปนั้นต้องมีศีลบริสุทธิ์ 227 ข้อ สังฆทานนั้นจึงจะได้บุญเทียบเท่าทำกับพระอรหันต์แต่กำลังไม่เท่ากัน เท่านั้นครับ ส่วนสิ่งของที่ทำทานกับพระนั้นเป็นถังๆ อย่างที่เราเห็นกันนั้นนั้นท่านถือว่าเป็นเพียงบริวารสังฆทานเท่านั้นครับ สังฆทานที่ครบถ้วนก็อย่างเช่นเราถวายอาหารพระและปัจจัยต่างๆ (ยกเว้นเงิน ดูข้อที่ 2) นั้นแหละครับจึงเรียกว่าของถวายสังฆทานที่ถูกต้อง </p><p>ส่วนอาหารหรือของสิ่งใดที่ถวายสงฆ์แล้วพระไม่ได้ทำการ อปโลกป์ (การสละซึ่งสิ่งนั้น) อาหารที่พระหรือของพระนั้น ฆราวาสจะเอามากินต่อโดยคิดว่ากินแล้วได้บุญเป็นของพระ หรือนำสิ่งของนั้นไปใช้เพราะพระท่านให้มา (แต่ไม่ได้ทำการอปโลกป์) พวกท่านทั้งหลายเป็นเปรตนับหลายล้านปีแน่นอนครับ เพราะอาหารหรือสิ่งของนั้นหากพระยังไม่ได้ทำการสละ แม้ท่านจะยกให้หรือไม่ยกให้ก็ตาม ผิดแน่นอน เป็นเปรตหลายล้านปีครับ วิธีการแก้ไขคือการชำระหนี้สงฆ์ (มีวิธีขั้นตอน <a href="http://www.firstbuddha.com/Buddha/dh...มอีกนิดสิ่งใดๆ" target="_blank" class="externalLink ProxyLink" data-proxy-href="http://www.firstbuddha.com/Buddha/dh...มอีกนิดสิ่งใดๆ" rel="nofollow">http://www.firstbuddha.com/Buddha/dh...มอีกนิดสิ่งใดๆ</a> ก็ตามเป็นของสงฆ์ แม้ใบไม้ใบเดียวก็ตามเอามาจากวัด อันนี้ก็เป็นเปรตได้ครับ >> </p><p><br /></p><p><br /></p><p>3. การสมาศีลและการวิรัติศีล (ต่อศีลเมื่อศีลขาด) >> </p><p>จำเป็นมากหากไม่ทำ มีโอกาสตกไปในอบายภูมิ (เดรัสฉาน, อสุรกาย, เปรต, นรก) แน่นอน </p><p>เพราะ การเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้นเป็นสิ่งที่เกิดยากมากๆ เป็นอันดับ 3 ของโลก อันดับหนึ่งคือพระพุทธเจ้า และการเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาได้นั้นต้องรักษาศีล 5 อย่างต่ำเท่านั้นและต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ตลอดชีวิตนั้น ท่านกล่าวไว้ว่าต้องสมาทานศีลหากศีลขาดต้องรีบต่อศีลหรือการวิรัติศีลนั่นเองแต่อย่าให้ขาดเกินวันนั้นที่รักษาอยู่ หากเกินควรสมาทานศีลเริ่มใหม่อีกครั้ง หากคิดว่ารักษาที่ใจก็ได้ไม่ต้องสมาทานศีล อันนี้ใช้ไม่ได้ครับ เปรียบเหมือนเราถือแก้วใบหนึ่งในถือเราก็ถือจริงๆ หากเราทำท่าถือแก้วในมือแต่ไม่ได้ถือแก้วจริงๆ อันนี้ก็เห็นภาพชัดเจนนะครับ หรือหากเราถือแก้วอยู่แล้วหล่นตกแตกเปรียบเหมือนทำศีลขาด หากเราไม่ต่อศีลแก้วนั้นจะกลับมาเหมือนเดิมให้เราถือไหมล่ะครับ ส่วนการสมาทานศีลที่ถูกต้องเริ่มด้วย มะยังภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเป็น วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ แทนอันนี้ก็แปลว่ารักษาศีลเป็นข้อๆ ในพระไตรปิฏกไม่มีนะครับและศีล 2 ศีล 3 หรือศีล 4 ก็ไม่มี มีแต่ศีล 5 อย่างเดียวเท่านั้นอย่าไปรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้ากันเลยครับ แต่หากท่านใดทำศีลข้อใดก็หนึ่งขาด ก็ผิดศีลและบาปเฉพาะข้อนั้น แต่ศีล 5 ก็ขาดแล้วครับ </p><p>(การต่อศีล 5 เริ่มด้วย ตั้งนะโม 3 จบ ระลึกคุณพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าทำศีลข้อที่ ..... ขาด ทำอะไรถึงขาด .............. ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานว่าต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วนบริสุทธิ์ ดังเดิม และกล่าว อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ 3 จบ กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) </p><p><br /></p><p>4. บุญและทาน </p><p>หลายท่านเข้าใจผิด ว่าหากทำบุญให้ทำกับพระ ทำทานให้กับขอทาน อะไรประมาณนี้ อันนี้เป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรงมาก เพราะเมื่อคุณทำทานกับพระกับเพื่อนหรือกับใครก็ตามคุณสร้างกุศลกรรมคือได้บุญนั่นเอง แต่สังคมไทยน้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า ทานนั้นลึกซึ่งขนาดไหนทานมีกี่ประเภท แต่บุญที่ทำแล้วได้มากที่สุดเป็นลำดับดังนี้ </p><p>1. การนั่งฌาณสมาธิ </p><p>2. การรักษาศีล </p><p>3. การทำทาน </p><p>ยกตัวอย่าง ตักบาตรทุกเช้า 10 วัน ยังไม่เท่ารักษาศีลให้บริสุทธิ์ครบถ้วน 1 วัน รักษาศีล 10 วัน ยังไม่เท่าการเข้าฌาณสมาธิ 1 ครั้ง อันนี้เป็นตัวเลขสมมุติให้เข้าใจง่ายแต่ความเป็นจริงมันต่างกันมากกว่าที่ผมยกตัวอย่างมานี้อีกมากนัก อันนี้หากคนจนต้องการบุญมากๆ ไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้รักษาศีลหมั่นนั่งฌาณสมาธิ อันนี้ก็ได้บุญมากกว่าคนรวยที่เค้าทำทานที่ละหมื่นทีละแสนทีละล้านแล้วครับ (รายละเอียดปลีกย่อยมีมากเอาเป็นว่าอธิบายพอเป็นที่เข้าใจและปฏิบัติได้) </p><p><br /></p><p>5. กินมังสวิรัตหรือเจ ได้บุญ ? </p><p>พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเพียงว่า </p><p>“..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....” </p><p><br /></p><p>ชีวกสูตร ม. ม. (๕๗) </p><p>ตบ. ๑๓ : ๔๘-๔๙ ตท.๑๓ : ๑๓ : ๔๗ </p><p>ตอ. MLS. II : ๓๓ </p><p><br /></p><p>ใช้สติคิดกันให้ดี พระตถาคตไม่ได้ห้ามกินเนื้อสัตว์ (กฎธรรมชาติมีว่าคนบาปหาให้คนบุญกิน สัตว์ที่ถูกฆ่าก็เพราะกรรมของมันเอง คนที่ฆ่าก็เพราะกรรมของเค้าเอง ทุกคนเกิดมามีกรรมเป็นทายาท เกิดมาเพื่อสืบกรรมอันไม่จบไม่สิ้นเป็นสงสารวัฏนั่นเอง) นอกเหนือจากที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ใครจะมาบอกว่าการไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะได้บุญ อันนี้จะรู้เกินพระพุทธเจ้าไปแล้วครับเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรง ได้บาปหนักแทนนะครับ </p><p><br /></p><p><br /></p><p><br /></p><p><br /></p><p><br /></p><p><br /></p><p>ปล.พิจารณาบทความกันเอาเองนะครับมิได้นำเสนอให้เชื่อทั้งหมดแต่มิได้ลบหลู่เช่นกัน[/QUOTE]</p><p><br /></p>
[QUOTE="RollriderS, post: 1070832, member: 979"]ทำสังฆทานได้เป็นเปรต? ทำบุญได้บาป? เกิดเป็นสัตว์ง่ายกว่าคน? กินมังสวิรัติไดบุญรึ 1. การนำเงินให้พระ ไม่ได้บุญแต่ ทั้งพระทั้งฆราวาสได้บาปหนักแทน พระท่านนั้นห้ามรับเงินผิดศีลอยู่แล้ว ฆราวาสไม่ผิดศีลแต่สร้างบาปให้กับตนและกับพระ หากจะถวายเงินก็ควรให้ฆราวาสที่ดูแลการเงินของวัดนั้นได้จัดการหรือมอบให้พระไวยาวัชกร(พระที่ได้รับมอบหมายจากมติสงฆ์ให้ดูแลการเงินได้) จัดการ โดยเอ่ยปากกับพระที่เราจะถวายเงินว่าถวายเงินเท่าไร และกล่าวต่อว่า หากพระท่านจะใช้เงินเพื่อการใดที่สมควรแก่สมณะแล้ว ก็แจ้งเอากับผู้ที่ดูแลเงินนั้นเถิด อันนี้จึงจะถูกต้อง 2. สังฆทาน ความหมายคำนี้ การทำทานกับพระตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป หากทำแค่รูปเดียวถือว่าไม่ใช่สังฆทานเพราะจะเป็นการทำเฉพาะบุคคลนั้นเอง ทำไมต้อง 4 รูป เพราะว่าพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้หากเป็นพระอรหันต์นั้นสามารถทำสังฆทานกับท่านได้เลย แต่หากเป็นพระทั่วไปต้อง 4 รูป จึงจะเรียกว่าทำสังฆทาน และพระ 4 รูปนั้นต้องมีศีลบริสุทธิ์ 227 ข้อ สังฆทานนั้นจึงจะได้บุญเทียบเท่าทำกับพระอรหันต์แต่กำลังไม่เท่ากัน เท่านั้นครับ ส่วนสิ่งของที่ทำทานกับพระนั้นเป็นถังๆ อย่างที่เราเห็นกันนั้นนั้นท่านถือว่าเป็นเพียงบริวารสังฆทานเท่านั้นครับ สังฆทานที่ครบถ้วนก็อย่างเช่นเราถวายอาหารพระและปัจจัยต่างๆ (ยกเว้นเงิน ดูข้อที่ 2) นั้นแหละครับจึงเรียกว่าของถวายสังฆทานที่ถูกต้อง ส่วนอาหารหรือของสิ่งใดที่ถวายสงฆ์แล้วพระไม่ได้ทำการ อปโลกป์ (การสละซึ่งสิ่งนั้น) อาหารที่พระหรือของพระนั้น ฆราวาสจะเอามากินต่อโดยคิดว่ากินแล้วได้บุญเป็นของพระ หรือนำสิ่งของนั้นไปใช้เพราะพระท่านให้มา (แต่ไม่ได้ทำการอปโลกป์) พวกท่านทั้งหลายเป็นเปรตนับหลายล้านปีแน่นอนครับ เพราะอาหารหรือสิ่งของนั้นหากพระยังไม่ได้ทำการสละ แม้ท่านจะยกให้หรือไม่ยกให้ก็ตาม ผิดแน่นอน เป็นเปรตหลายล้านปีครับ วิธีการแก้ไขคือการชำระหนี้สงฆ์ (มีวิธีขั้นตอน [url]http://www.firstbuddha.com/Buddha/dh...มอีกนิดสิ่งใดๆ[/url] ก็ตามเป็นของสงฆ์ แม้ใบไม้ใบเดียวก็ตามเอามาจากวัด อันนี้ก็เป็นเปรตได้ครับ >> 3. การสมาศีลและการวิรัติศีล (ต่อศีลเมื่อศีลขาด) >> จำเป็นมากหากไม่ทำ มีโอกาสตกไปในอบายภูมิ (เดรัสฉาน, อสุรกาย, เปรต, นรก) แน่นอน เพราะ การเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้นเป็นสิ่งที่เกิดยากมากๆ เป็นอันดับ 3 ของโลก อันดับหนึ่งคือพระพุทธเจ้า และการเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาได้นั้นต้องรักษาศีล 5 อย่างต่ำเท่านั้นและต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ตลอดชีวิตนั้น ท่านกล่าวไว้ว่าต้องสมาทานศีลหากศีลขาดต้องรีบต่อศีลหรือการวิรัติศีลนั่นเองแต่อย่าให้ขาดเกินวันนั้นที่รักษาอยู่ หากเกินควรสมาทานศีลเริ่มใหม่อีกครั้ง หากคิดว่ารักษาที่ใจก็ได้ไม่ต้องสมาทานศีล อันนี้ใช้ไม่ได้ครับ เปรียบเหมือนเราถือแก้วใบหนึ่งในถือเราก็ถือจริงๆ หากเราทำท่าถือแก้วในมือแต่ไม่ได้ถือแก้วจริงๆ อันนี้ก็เห็นภาพชัดเจนนะครับ หรือหากเราถือแก้วอยู่แล้วหล่นตกแตกเปรียบเหมือนทำศีลขาด หากเราไม่ต่อศีลแก้วนั้นจะกลับมาเหมือนเดิมให้เราถือไหมล่ะครับ ส่วนการสมาทานศีลที่ถูกต้องเริ่มด้วย มะยังภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเป็น วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ แทนอันนี้ก็แปลว่ารักษาศีลเป็นข้อๆ ในพระไตรปิฏกไม่มีนะครับและศีล 2 ศีล 3 หรือศีล 4 ก็ไม่มี มีแต่ศีล 5 อย่างเดียวเท่านั้นอย่าไปรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้ากันเลยครับ แต่หากท่านใดทำศีลข้อใดก็หนึ่งขาด ก็ผิดศีลและบาปเฉพาะข้อนั้น แต่ศีล 5 ก็ขาดแล้วครับ (การต่อศีล 5 เริ่มด้วย ตั้งนะโม 3 จบ ระลึกคุณพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ ข้าพเจ้าทำศีลข้อที่ ..... ขาด ทำอะไรถึงขาด .............. ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานว่าต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้ครบถ้วนบริสุทธิ์ ดังเดิม และกล่าว อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ 3 จบ กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) 4. บุญและทาน หลายท่านเข้าใจผิด ว่าหากทำบุญให้ทำกับพระ ทำทานให้กับขอทาน อะไรประมาณนี้ อันนี้เป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรงมาก เพราะเมื่อคุณทำทานกับพระกับเพื่อนหรือกับใครก็ตามคุณสร้างกุศลกรรมคือได้บุญนั่นเอง แต่สังคมไทยน้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า ทานนั้นลึกซึ่งขนาดไหนทานมีกี่ประเภท แต่บุญที่ทำแล้วได้มากที่สุดเป็นลำดับดังนี้ 1. การนั่งฌาณสมาธิ 2. การรักษาศีล 3. การทำทาน ยกตัวอย่าง ตักบาตรทุกเช้า 10 วัน ยังไม่เท่ารักษาศีลให้บริสุทธิ์ครบถ้วน 1 วัน รักษาศีล 10 วัน ยังไม่เท่าการเข้าฌาณสมาธิ 1 ครั้ง อันนี้เป็นตัวเลขสมมุติให้เข้าใจง่ายแต่ความเป็นจริงมันต่างกันมากกว่าที่ผมยกตัวอย่างมานี้อีกมากนัก อันนี้หากคนจนต้องการบุญมากๆ ไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้รักษาศีลหมั่นนั่งฌาณสมาธิ อันนี้ก็ได้บุญมากกว่าคนรวยที่เค้าทำทานที่ละหมื่นทีละแสนทีละล้านแล้วครับ (รายละเอียดปลีกย่อยมีมากเอาเป็นว่าอธิบายพอเป็นที่เข้าใจและปฏิบัติได้) 5. กินมังสวิรัตหรือเจ ได้บุญ ? พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเพียงว่า “..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....” ชีวกสูตร ม. ม. (๕๗) ตบ. ๑๓ : ๔๘-๔๙ ตท.๑๓ : ๑๓ : ๔๗ ตอ. MLS. II : ๓๓ ใช้สติคิดกันให้ดี พระตถาคตไม่ได้ห้ามกินเนื้อสัตว์ (กฎธรรมชาติมีว่าคนบาปหาให้คนบุญกิน สัตว์ที่ถูกฆ่าก็เพราะกรรมของมันเอง คนที่ฆ่าก็เพราะกรรมของเค้าเอง ทุกคนเกิดมามีกรรมเป็นทายาท เกิดมาเพื่อสืบกรรมอันไม่จบไม่สิ้นเป็นสงสารวัฏนั่นเอง) นอกเหนือจากที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ใครจะมาบอกว่าการไม่กินเนื้อสัตว์แล้วจะได้บุญ อันนี้จะรู้เกินพระพุทธเจ้าไปแล้วครับเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรง ได้บาปหนักแทนนะครับ ปล.พิจารณาบทความกันเอาเองนะครับมิได้นำเสนอให้เชื่อทั้งหมดแต่มิได้ลบหลู่เช่นกัน[/QUOTE]
Log in with Facebook
Log in with Twitter
Log in with Google
Your name or email address:
Do you already have an account?
No, create an account now.
Yes, my password is:
Forgot your password?
Stay logged in
RacingWeb.NET | The Racing Cars Community on Web.
Forums
>
Community Car Clubs
>
Japanese Car Clubs
>
Mazda 323&626 Club
>
ถวายสังฆทานได้เป็นเปรต
>
Home
Home
Quick Links
Recent Posts
Recent Activity
Authors
Forums
Forums
Quick Links
Search Forums
Recent Posts
Classifieds
Classifieds
Quick Links
Search Classifieds
Recent Activity
Top Rated Traders
Media
Media
Quick Links
Search Media
New Media
Members
Members
Quick Links
Notable Members
Registered Members
Current Visitors
Recent Activity
New Profile Posts
Menu
Search titles only
Posted by Member:
Separate names with a comma.
Newer Than:
Search this thread only
Search this forum only
Display results as threads
Useful Searches
Recent Posts
More...